ว่าด้วยเรื่องลูกนกลูกกาที่ติดอยู่ตอนนี้

ว่าด้วยเรื่องที่อยากเปิดตัวในตอนนี้ (เรื่องที่อยากเปิดตัวในที่นี่คือสิ่งที่ติดงอมแงมในตอนนี้ 55)

ใครคะ ตอนนี้มีใครไม่หลงเอ็นดูลูกนกลูกกาจากไฮคิวบ้าง?

หลังจากที่แอบบ่มเพาะสตอล์คเรื่องนี้อยู่พักหนึ่งก็ถึงเวลาแล้วค่ะที่เราจะออกมาเปิดเผยถึงความรักที่เรามีให้เรื่องน้องใหม่นี้ (ไม่ได้จำเป็นเลย ไม่ใหม่ด้วยเล่ม 12 จ่อจะออกเดือนแปดนี้แล้ว ฮรืว)

ความจริงโพสนี้ไม่ได้จำเป็นเลยค่ะ แค่อยากพล่ามเฉยๆ 55

ลายเส้นเรื่องนี้น่ารักจริงจังแบบที่หาไม่ค่อยได้ในจั๊มป์ 555 หลังจากมังงะที่คาดว่าประสบความสำเร็จอย่างล้นหลามเป็นจำนวนแปดเล่มถ้วน อนิเมก็ออกตามมาติดๆพร้อมกับเล่ม 9 ที่แถมดราม่าซีดีก่อนอนิเมฉายให้น้ำลายหกกันเล่นกับเสียงของนักพากษ์ที่เราถวายใจให้ตั้งแต่ได้ฟังครั้งแรก ตอนนี้อนิเมก็ได้ดำเนินมาถึงตอนที่ 12 แล้ว (เสียงลูกแมวเกือบจะไม่ค่อยใช่แต่เรายอมมองข้ามเพราะความน่ารักอันล้นหลาม นางเองก็ไม่ได้พูดเยอะ ฮือ)

อยากอุดหนุนดีวีดีบลูเรย์ที่จ่อจะออกกันแบบไม่ให้พักหายใจหายคอรักษาสภาพกระเป๋าตังค์กันบ้าง(เยินไร้ชิ้นดี) แต่เห็นทีจะไม่ไหวค่ะ แต่หลังจากกระหน่ำซื้อโดของน้องๆมาได้พักใหญ่ก็คิดว่าคงไม่ต่างกัน อย่างไรก็แล้วแต่ ตอนนี้กำลังรอจองดีเอ็กซ์มาม้าสุกะกับหัวโจกแก๊งค์แมวอยู่นะคะ ขออย่าได้โผล่มาวันแปลกเลย (/กดเอฟห้ารัวๆในเวบทุกวัน)

หลังจากโผล่มาดื้อๆก็ขอจบลงดื้อๆตรงนี้นะคะ สำหรับคงที่ยังไม่เคยดูหรืออ่านขอแนะนำเป็นอย่างมากค่ะ พล็อตเชยๆเดาง่ายแต่อ่านสบายค่ะ (นี่ชมแล้ว?) ทุกคนในเรื่องนี้น่ารักมาก อนิเมทำใช้ได้ในมุมของการเดินเรื่องนะคะ (แรกๆอาจเหมือนวาดยังไม่ชินมือลายเส้นดูปั่นงานส่งไปบ้างแต่เล็กน้อยค่ะ) ไม่ช้าไปจนยืดยาดดูแล้วแอบเบื่อแล้วก็ไม่เร็วไปจนส่วนสำคัญขาดหายหรือตามไม่ทัน ทั้งมังงะและอนิเมควรค่าแก่การรับชม (และอุดหนุน) รับรองค่ะ 😉

 

ปล. แอบสายไปหน่อย เมื่อวานวันเกิดตัวเล็กที่เป็นตัวเอกค่ะ สุขสันต์วันเกิดย้อนหลังให้ในนี้นะคะจิบิสุเกะคุง ❤ (/มีแต่ชื่อเล่นจะมีใครเข้าใจมั้ยว่าหมายถึงใคร 55)

Advertisements
Posted in Haikyuu!!, Random | Tagged , | Leave a comment

[Fic] Gakuen Series: Concealed Love (02/?)

Title: Gakuen Series: Concealed Love (02/?)
Pairing: Antonio/Lovino
Rate: PG-13
Author: Mikki

อันโตนิโอยกมือขึ้นเสยผมปรกหน้าผากอย่างขัดใจเมื่อรู้สึกได้ว่าตนเองทำให้โลวิโน่ไม่พอใจกับอะไรบางอย่างอีกแล้ว คราวนี้เป็นเรื่องอะไรกันอีกก็สุดจะคิดได้ เมื่อครู่เขาพูดอะไรผิดไปหรืออย่างไรกัน?

“ถ้านายไม่รู้คนนอกอย่างพวกฉันก็สุดจะคิดได้ อันโตนิโอ” คือคำตอบหนักแน่นจากฟรานซิสหลังเขาย้ายสังขารมาหาเพื่อนสนิทยังที่นัดพบประจำบนดาดฟ้าของตึกเรียนเพื่อขอความช่วยเหลือ แน่นอนว่าพื้นที่ส่วนนี้เป็นเขตหวงห้ามสำหรับนักเรียน แน่นอนว่าคำๆนั้นไม่เคยอยู่ในพจนานุกรมของทั้งสามแต่อย่างใด

อันโตนิโอย้ายมายัง W Academy เมื่ออายุสิบสาม ด้วยความที่เป็นเด็กใหม่ในโรงเรียนเอกชนที่เด็กส่วนใหญ่รู้จักกันมาแต่น้อย เขารู้สึกว่าตนนั้นโชคดีที่ได้เพื่อนสนิทอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าเขาจะได้รับการ ‘ตักเตือนด้วยความหวังดี’ ให้ตีตัวออกห่างจากเพื่อนใหม่ที่มีพฤติกรรมสุดโต่งในบางคราบ่อยครั้งแค่ไหนเขาไม่เคยเก็บมาใส่ใจเพราะสิ่งหนึ่งที่คนอื่นนอกจากฟรานซิสและกิลเบิร์ตไม่เคยรู้คืออดีตที่เต็มไปด้วยสีสันและวีรกรรมที่สร้างไว้ในโรงเรียนเก่าที่ไม่น้อยหน้าใครเช่นกัน อย่างว่า คนเป็นเพื่อนกันได้ก็หมายความว่าคงต้องมีบางสิ่งที่เหมือนกันบ้างล่ะนะ

และเป็นเพราะฟรานซิสแท้ๆที่ทำให้เขาได้พบกับเด็กน้อยแก้มแดงๆเหมือนมะเขือเทศเวลาโกรธคนนั้น

“ก็บอกให้จับรวบหัวรวบหางกินกลางตลอดตัวไปตั้งแต่แรกทำมากระแดะอยากเป็นสุภาพบุรุษฉันก็ช่วยอะไรไม่ได้แล้วล่ะนะ คาร์ริเอโด” เจ้าของนามนิ่วหน้าปัดควันสีหมอกที่ถูกพ่นใส่หน้าอย่างรำคาญใจเมื่อเพื่อนอีกคนที่นั่งอยู่อีกฝั่งส่งเสียงเห็นด้วย คนร้อนใจยังจะมาทำเป็นเล่นอยู่ได้

ความจริงเขาอาจจะคิดผิดที่เชื่อใจเพื่อนสนิทผู้รักดีทั้งสองมากเกินควร

“กิล ประเด็นมันไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่ฉันบอกแล้วไงว่าโลวิโน่ต่างจากคนอื่นน่ะ แล้วก็ฟรานซิส นายเห็นด้วยได้ยังไง? นายควรจะเข้าใจญาติของตัวเองมากกว่านี้ไม่ใช่เหรอ?”

“นายไม่มีความละเอียดอ่อนในเรื่องนี้เลย mon ami ต้องรอจนเดทที่สามต่างหากถึงจะเหมาะสม” ฟรานซิสหันไปขยิบตาให้เด็กหนุ่มผมสีอ่อน “อีกอย่างฉันสนิทกับเฟลิชิอาโน่มากกว่า  แต่ที่ฉันเห็นด้วยคือ…นั่นสินะ…เรื่องของความรักคนบางคนก็ต้องการ…จะว่ายังไงดี…การกระตุ้นเสียหน่อยเพื่อให้บางอย่างคืบหน้าเสียบ้าง”

“เฮอะ พูดอะไรบ้าๆ ลืมไปแล้วเหรอว่าอันโตนิโอมันปอดแหกยังไม่กล้าชวนเด็กนั่นไปเดทด้วยซ้ำ”

“ไม่ใช่เสียหน่อย แค่ยังหาโอกาสไม่ได้เท่านั้นเอง” คนถูกกล่าวหาค้านทันใด เดี๋ยวก็เรื่องนั้นเรื่องนี้เข้ามาดึงความสนใจจนไม่สามารถดำเนินแผนได้เสียที ใช่ว่าเขาละเลยเสียเมื่อไหร่

“เอ๋ คิดเยอะแบบนี้ไม่สมเป็นนายเลย ถ้าอย่างนั้นกว่าจะตัดสินใจได้ไม่ต้องลงโลงกันก่อนแล้วหรือ?” กิลเบิร์ตหัวเราะก๊ากอย่างไม่ไว้หน้าไร้ซึ่งความสงสารและเห็นใจจนคนมาขอคำปรึกษาสุดจะทนเขวี้ยงกล่องข้าวที่หอบติดมือมาด้วยใส่เพื่อนไปคนละที

“ฉันให้พวกนายช่วยคิดหาทางออกไม่ใช่ให้มาทับถมเหยียบกันจมดินตามใจชอบ! แล้วก็อีกอย่างโลวิโน่ของฉันบอบบางกว่าที่คิดพวกนายจะไปรู้อะไร!” กิลเบิร์ตขำพรืดอีกรอบกับคำเถียงนั้นจนเกือบสำลักควันขึ้นมาจริงๆ

“ป่าเถื่อนเหลือเกินอันโตนิโอ แขนฉันช้ำขึ้นมาใครจะช่วยดูแล” ฟรานซิสโอดพลางลูบต้นแขนที่ถูกกระทบอย่างแรงด้วยกล่องพลาสติกเปล่า “ว่าแต่ไอ้นี่มันคืออะไรน่ะ?”

“วันนี้ฉันทำข้าวกล่องมาให้โลวิโน่แบบที่คิคุสอนที่เล่าให้ฟังวันก่อนไง นายเสร็จรึยังกิล? หนาวจะตายอยู่แล้ว”

“เออๆ เข้าไปก่อนเลยเดี๋ยวตามไป” เด็กหนุ่มผิวแทนไม่รอช้าคว้ากล่องอาหารมาหนีบไว้ใต้วงแขนเปิดประตูผลุบเข้าตึกทันที แม้จะอยู่เมืองนี้มาหลายปีหากการออกไปยืนตากลมสูบบุหรี่ในเสื้อแขนยาวบางๆทับด้วยเสื้อกั๊กไหมพรมกับเบลเซอร์ที่เหมือนจะหนาพอหาได้ช่วยกันลมหนาวแม้แต่น้อย คิดไปพลางถูมือถูแขนเพื่อให้ร่างกายอุ่นขึ้นเร็วอีกนิด

“หมู่นี้นายบ่นเรื่องเจ้าเปี๊ยกนี่บ่อยไปไหม? ไม่เห็นมีอะไรคืบหน้าแต่ยอมโดนจูงจมูกถึงขนาดนี้แล้วเรอะ” กิลเบิร์ตเปิดฉากวิจารณ์ทันทีที่ก้าวกลับเข้ามาภายในตึก โยนกุญแจให้ฟรานซิสที่ตามมาทีหลังล็อคประตูให้เรียบร้อย อันโตนิโอกลอกตากับคำพูดจาโผงผางชินหู

“คนที่ไม่เคยจริงจังกับใครน่ะไม่เข้าใจหรอก”

“นั่นมันฟรานซิสโว้ย ส่วนกรณีของท่านกิลเบิร์ตผู้เกรียงไกรน่ะเป็นข้อยกเว้นเพื่อเป็นการรักษาสันติภาพของโลก”

“ว่าแต่เมื่อไหร่ฉันจะกระจายข่าวได้เสียทีเรื่องที่นายสองคนคบกัน?” กิลเบิร์ตเปลี่ยนเรื่องฉับพลัน ทั้งสามเดินลงบันไดเอื่อยเฉื่อยราวกับไม่ได้ยินเสียงออดบอกเวลาเข้าเรียนที่แผดเสียงดังไปทั่วทุกอาคาร

“หืม? ฉันนึกว่านายไม่สนใจเรื่องนี้เสียอีก?”

“วันก่อนถูกถามมาน่ะ” เด็กหนุ่มผมทองขยายความ “เอมิลี่เด็กห้องเดียวกับเฟลี่ อาใช่ ปกติค่อนข้างขี้อายแต่วันนั้นที่เดินสวนกันกลับถามกิลดื้อๆถึงคนที่นายสนใจอยู่”

“ฉันไม่อยากจะบอก นั่นไม่ใช่ครั้งแรกของสัปดาห์ คันปากฉิบหายแต่ด้วยความสุดยอดของฉันๆก็ไม่ได้พูดอะไรไปหรอก เป็นไงล่ะ สำนึกบุญคุณฉันหรือยัง ฮะฮ่าา”

“แหม พวกเราเห็นใจเห็นว่าเป็นรักแรกตั้งแต่มัธยมต้นของนายหรอกถึงได้รูดซิปปากเก็บไว้”

“แต่หลังจากนี้ถ้าไปกันไม่รอดก็อีกเรื่อง” ร่างสูงผิวแทนคิ้วกระตุกเมื่อได้ฟัง ทั้งที่อุตส่าห์เชื่อใจบอกเสียหมดเปลือก (เพราะถึงจะเก็บเป็นความลับก็คงไม่รอดโดนเค้น) แต่มาแช่งกันอยู่ได้ทุกวี่วันแบบนี้ต่อให้โกรธยากแค่ไหนก็ต้องเคืองกันบ้าง อันโตนิโอยิ้มเย็น

“ถ้าไม่มีอะไรจะพูดก็หุบปากเถอะ”

“…จ้ะ”

อันโตนิโอขอคบกับโลวิโน่นับรอบไม่ถ้วน หากไม่นานหลังจากเปิดเทอมในฤดูใบไม้ร่วงจะเป็นเพราะโลวิโน่เกิดเห็นใจอยากทำให้ความฝันเขาเป็นจริงในปีสุดท้ายหรือใจอ่อนขึ้นมาจริงๆเขาเองก็สุดจะรู้ แต่คำตอบตกลงนั้นทำให้เขาเพ้อไปหลายวันอย่างไม่มีใครหาสาเหตุได้เนื่องจากมันติดมากับข้อแม้หนึ่งข้อกับข้อยกเว้นอีกหนึ่งอย่าง

“เรื่องที่คบกันฉันไม่อยากให้บอกใครจนกว่าจะถึงเวลา”

 

“หือ? เวลาอะไรหรือ?”

 

“เวลาอะไรก็ช่าง ถ้าทำตามสัญญาไม่ได้ก็ถือว่าที่ตกลงกับนายไปเป็นอันยกเลิก”

 

“ไม่นะ!! ตกลง เรื่องแค่นี้ฉันทำให้โลวี่ได้อยู่แล้ว”

 

“แต่นายคงปิดไม่มิดถ้าโดนเค้นจากไอ้บ้าสองคนนั่น เพราะงั้นคงช่วยไม่ได้ จะทำอะไรทำแต่ถ้าไปเข้าหูใครคนอื่นแม้แต่คนเดียวคือจบ”

 

“เอ๋?!”

 

“ฉันเองจะไม่บอกใคร”

 

“แม้แต่เฟลี่?”

 

“แม้แต่เฟลี่”

เขาไม่รู้ว่าโลวิโน่ต้องการพิสูจน์อะไร ทว่าหนึ่งในคติพจน์ของเขาคือ ahora o nunca หากไม่คว้าเอาไว้ตอนนี้ก็คงไม่มีโอกาสอีกแล้ว และในเมื่อมันทำให้อีกฝ่ายพอใจไม่ว่าอะไรเขาก็พร้อมที่จะทำ ไม่ว่าคำขอร้องนั้นจะงี่เง่าหรืออันตราย (หวังว่าจะไม่เกิดขึ้น) แค่ไหน ไม่ว่ากิลเบิร์ตจะคิดว่าเขายอมตกเป็นเบี้ยล่างปล่อยให้คนอื่นจูงจมูกหรือฟรานซิสจะคิดว่าเขาซื่อเกินพอดี เพื่อรักษาความสัมพันธ์นี้เอาไว้ขอเพียงแค่โลวิโน่เอ่ยปากไม่มีวันที่เขาจะปฏิเสธอย่างแน่นอน

“ตกลงสุดท้ายฉันก็คิดไม่ออกว่าโลวี่งอนอะไร” ฟรานซิสลอบมองอากัปกิริยาของเพื่อนก่อนสบตากับกิลเบิร์ตเป็นเชิงครุ่นคิดในที เด็กหนุ่มเชื้อสายสเปนที่ทุกคนเห็นบ้าบอกับพวกเขาไปวันๆนั้นพอเป็นเรื่องของวาร์กัสคนพี่ทีไรเหมือนสิ่งรอบข้างจะหมดความสำคัญไปโดยปริยาย ใช่ว่าทั้งคู่ไม่อยากช่วยหากความสนุกในการแหย่เพื่อนผู้ตัดสินใจจริงจังกับความรักครั้งนี้นั้นมันอาจเป็นโอกาสครั้งเดียวในชีวิตที่หากปล่อยให้หลุดมือไปคงน่าเสียดายแย่

“หรือจะเรื่องที่นายชอบเข้าไปคุยด้วยตรงทางเดิน?”

“เอ๋~ ก็บอกไปแล้วนี่ว่าไม่เห็นต้องใส่ใจเลย ไม่ใช่เรื่องใหญ่เสียหน่อยนี่นา”

“ฟังก่อนสิ” เด็กหนุ่มยกมือห้าม ไพลินสีเข้มคู่งามพราวระยับล้อแสงแดดยามบ่ายที่ส่องลอดก้อนเมฆหนาอย่างเป็นต่อโดยมีเสียงเลื่อนประตูเปิดตามด้วยกิลเบิร์ตที่ผลุบเข้าห้องเรียนไม่รอช้าทิ้งฟรานซิสให้รับมือกับอันโตนิโอต่อเพียงผู้เดียว “ถึงนายจะคิดว่าตัวเองรู้จักโลวิโน่ดีกว่าใคร…”

“ฉันไม่ได้คิดไปเอง มันคือความจริง”

“…แต่นายแน่ใจเหรอว่าทุกอย่างเป็นไปตามที่นายคิดหนึ่งร้อยเปอร์เซ็นต์น่ะ?”

“แต่นั่นคือนิสัยปกตินี่ โลวี่ที่ไม่บ่นสิแปลก”

“แล้วถ้าหนึ่งในร้อยครั้งนั้นเป็นเรื่องที่จริงจังล่ะ? ถ้าโอกาสเพียงศูนย์จุดหนึ่งเปอร์เซ็นต์นั้นทำให้นายเสียเด็กคนนั้นไปล่ะ?”

ฝ่ามือกว้างกุมขมับอย่างคิดไม่ตกเมื่อคำถามนั้นจี้ใจดำอย่างแรง

“นี่อย่าบอกนะว่าไม่เคยคิดเรื่องแบบนี้”

“ฉันไม่เคยคิดว่าโลวี่จะไปชอบคนอื่นได้นี่นา”

“อะฮ่าๆ โอ้ ความมั่นใจอันเปี่ยมล้นของนายช่างน่าประทับใจจริงๆ…เอะ อันโตนิโอ?”

“แต่ถ้าโลวี่หันไปชอบคนอื่นขึ้นมาจริงๆล่ะ? ถ้าเรื่องแบบนั้นเกิดขึ้นจริงๆจะทำยังไงดี? ปล่อยไปไม่ได้หรอก แต่ถ้าเป็นเด็กผู้หญิงล่ะ? อืมเป็นไปไม่ได้ แต่ความเป็นไปได้นี่มีมากน้อยแค่ไหนกันนะ? แต่ยังไงก็ปล่อยไว้ไม่ได้ ปล่อยไว้ไม่ได้ ให้อภัยไม่ได้…” เพียงคิดว่าใครอื่นจะมาแตะต้องของๆเขาความคิดเลือดเย็นก็คืบคลานเข้ามาจนไม่ทันสังเกตว่าฟรานซิสกระเถิบถอยห่างไม่รู้ตัว

“อะ อันโตนิโอ… ถึงฉันจะบอกว่ามีโอกาสแต่ก็ไม่ใช่ว่ามันจะเกิดขึ้นจริงๆนะ เก็บออร่าหน่อยเถอะ เฮ่อ เอาอย่างนี้แล้วกัน”

ดวงตาสีมรกตเหม่อลอยออกไปนอกกระจกหน้าต่างใส คิดไม่ตกว่าควรทำตามคำแนะนำเพื่อนสนิท (ผู้มโนตนเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านความรักจากสายเลือดและประสบการณ์) หรือควรหาวิธีอื่นที่มันทรมานใจเขาน้อยกว่านี้ มีอย่างที่ไหนพูดออกมาได้หน้าตาเฉยแบบนั้น แม้จะเผลอถกกันจนเข้าเรียนสายกันไปยี่สิบนาทีแต่เขาก็ยังคิดไม่ตกว่าตัวเลือกนั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแน่แล้วหรือ

“ฉันตัดสินใจไม่ได้จริงๆ ฟรานซิส นายแน่ใจหรือว่าจะได้ผลน่ะ” สุดท้ายเขาต้องหันไปกระซิบกับคนเสนอความเห็นที่ครองโต๊ะเรียนด้านข้าง คิ้วเรียวได้รูปเลิกขึ้นก่อนเจ้าตัวจะไหวไหล่

“ฉันมั่นใจในวิธีการของฉัน ที่เหลือก็ขึ้นอยู่กับนายแล้วล่ะว่าจะเอายังไง ถ้าปัญหามันมากนักฉันก็พร้อมที่จะดูแลโลวิโน่แท…”

“บอกกี่ครั้งแล้วว่าให้ล้มเลิกความคิดนั้นเสียที”

“มิสเตอร์คาร์ริเอโด มิสเตอร์บอนน์ฟอย ถ้าหากการนั่งปรึกษาหารืออยู่หน้าประตูห้องเรียนเป็นเวลายี่สิบนาทีเมื่อครู่ไม่พอในการหาทางแก้ไขปัญหาล่ะก็ต้องการอยู่หลังเลิกเรียนต่ออีกสองชั่วโมงให้ครูช่วยคิดไหม?”

เด็กหนุ่มทั้งสองสะดุ้งปฏิเสธเสียงอ่อย (เป็นที่สะใจอย่างมากต่อกิลเบิร์ตผู้กำลังจะหันมาอ้าปากขัด) ต่างคนต่างหันไปก้มหน้าก้มตามองหนังสือเรียนบนโต๊ะทั้งที่หาได้จดจ่อกับบทเรียนไม่ การเรียนการสอนดำเนินต่อไปอย่างไม่ติดขัดขณะที่อันโตนิโอกลับไปจ่อมจมกับทางเลือกที่ไม่ว่ายังไงก็คิดไม่ตก เขาขีดเขียนเรื่อยเปื่อยบนหนังสือเรียนด้วยรู้สึกว่าวันนี้ใช้สมองแทบเกินขีดจำกัดแล้วก่อนถอนหายใจยาวอย่างยอมจำนน

“คาร์ริเอโด! ถ้าวันนี้ไม่มีสมาธิเล่นจะมาซ้อมทำไม!” แม้จะบอกตัวเองว่าตัดสินใจแล้วแต่ลึกๆเขาก็อดกังวลกับสิ่งที่กำลังจะทำไม่ได้ไปจนกระทั่งถึงเวลาฝึกซ้อมของชมรมฟุตบอลหลังเลิกเรียน ผลลัพธ์ที่ได้คือการโดนตะโกนเฉ่งทุกๆสิบนาทีตั้งแต่ลงสนามมา ไม่ใช่แค่โค้ชแต่เขาเองก็เริ่มรำคาญตัวเองเหมือนกัน

“ขอโทษครับโค้ช” เขาตะโกนกลับและพยายามตั้งสมาธิจดจ่อกับลูกกลมๆที่กลิ้งอยู่อีกฝั่งของสนามหญ้าในร่มขณะที่ผู้เล่นอีกคนเข้ามาประกบทางด้านหลัง กิลเบิร์ตที่พยายามกันผู้เล่นฝั่งตรงข้ามจากลูกบอลอาศัยความปราดเปรียวที่น้อยคนนักจะเทียบได้เตะส่งมาให้เขาเมื่อสบโอกาสทว่ามันกลับเฉียดไปเพียงก้าวเดียว อันโตนิโอสับเท้าหมุนตัวออกไล่ตามทันทีและพบกับผู้เล่นในทีมอีกคนที่เขาไม่ทันสังเกตกำลังเลี้ยงลูกมาทางเดียวกัน กว่าจะรู้ตัวว่ากิลเบิร์ตไม่ได้ส่งลูกให้ก็ยั้งไม่ทันเสียแล้ว ทั้งสองปะทะกันอย่างแรงจนล้มถลา

เขาได้ยินเสียงเป่านกหวีดจากข้างสนามในวินาทีต่อมาก่อนทุกคนจะกรูกันเข้ามาล้อมวงถามไถ่อย่างเป็นห่วง ตัวเขาเองเมื่อตั้งสติได้ก็รีบหันไปขอโทษขอโพยกับเด็กหนุ่มตัวสูงชาวเนเธอร์แลนด์ที่หน้าบูดโบกไม้โบกมือเป็นเชิงว่าไม่ได้บาดเจ็บอะไรกลับมา ตัวเขาเองนอกจากแผลถลอกเล็กน้อยก็ไม่มีอาการเจ็บอย่างอื่นแต่ทั้งคู่ก็ถูกสั่งให้อยู่กับที่ก่อนโค้ชจะเข้ามาเช็คด้วยตัวเองเพื่อความมั่นใจและสั่งยกเลิกการซ้อมของวันนี้ไปโดยปริยาย ก่อนกลับเขาเองยังถูกโค้ชเรียกไปตักเตือนแต่ก็ไม่ลืมถูกกำชับให้พักหากรู้สึกไม่สบาย เขารับคำอย่างรู้สึกผิดก่อนถูกปล่อยตัวให้ไปเปลี่ยนเสื้อผ้าและพบว่าในห้องล็อกเกอร์สมาชิกคนอื่นได้กลับกันไปหมดแล้ว

“ที่ล้มเมื่อกี้เป็นอะไรมากรึเปล่า ขาไม่เคล็ดใช่ไหม?” อันโตนิโอสะดุ้งเมื่อหันมาเจอกับต้นเหตุกลายๆขณะกำลังรูดซิปปิดกระเป๋า

“อ้า โลวิโน่ ฮ่าๆ เห็นด้วยเหรอ?” เขาเกาศีรษะนึกอายที่อีกฝ่ายได้เห็นมุมที่ไม่น่าชื่นชมเท่าไหร่แม้ว่าจะรู้จักกันมานานโข ในทางกลับกันมันทำให้เขาดีใจที่เห็นว่าโลวิโน่คอยมาดูเขาซ้อมไม่เคยขาด อารมณ์ขุ่นหมองจากการซ้อมเมื่อครู่หายวับไปกับตา ปากแข็งแต่ยอมอ่อนข้อให้เสมอสมกับเป็นมะเขือเทศน้อยของเขา  คิดพลางยกมือกวักเรียกให้อีกฝ่ายเข้ามาหา

“มัวแต่เหม่ออะไรอยู่ฉันเห็นโค้ชตะโกนใส่เสียหลายรอบ ล้มแรงเสียขนาดนั้นขี้เลื่อยไหลออกมาหมดจะทำยังไง” โลวิโน่ว่าพลางขยับเข้าใกล้ ไม่วายเสริม “ไม่ได้ห่วงอะไรหรอกนะอย่าเข้าใจผิด”

“ไม่เป็นอะไรมากหรอก มีแค่แผลถลอกนิดหน่อยเท่านั้นเอง” อันโตนิโอหัวเราะกับการแสดงออกถึงความห่วงใยในแบบฉบับของโลวิโน่ขนานแท้ที่เขาเอ็นดูนักหนา ยกแขนเอื้อมโอบเอวบางเข้าหา

“อี๋ ตัวเหม็นเหงื่อสกปรกชะมัด ทำไมไม่ไปล้างตัว?”

“ไม่อยากให้นายรอนาน”

“งั้นก็ถอยไป” เขากำลังจะก้มลงแนบใบหน้ากับพวกแก้มระเรื่อด้วยความหมั่นเขี้ยวก่อนเสียงของฟรานซิสจะดังขึ้นมาในห้วงคิดจึงชะงัก หันคว้าแจ็คเก็ตขึ้นมาสวมเอากระเป๋าพาดไหล่แล้วเดินนำออกมา

“หมู่นี้ไม่โดนลุงคลอดิโอตามแล้วหรือ?” โชคดีที่ช่วงบ่ายอากาศอุ่นขึ้นบ้างเล็กน้อยไม่อย่างนั้นเขาอาจยอมแพ้ขอให้คุณหนูวาร์กัสตามคนขับรถมาให้พากลับก็เป็นได้ ตามที่เขาได้ยินมา คุณลุงคนขับรถผู้ทำหน้าที่ไปรับไปส่งสองพี่น้องค้านหัวชนฝาเมื่อโลวิโน่บอกถึงความต้องการที่จะกลับบ้านเองเป็นบางคราวแต่ก็สู้ความหัวรั้นของคุณหนูของบ้านไม่ไหว ทั้งนี้ทั้งนั้นก็เพื่อที่ทั้งสองจะได้ใช้เวลาร่วมกันมากขึ้นแม้เพียงเล็กน้อย เขาเพิ่งรู้สึกอย่างแรงกล้าว่าตนเป็นเพียงชาวบ้านธรรมดาก็มาจากเรื่องนี้เอง

“ลุงแกตามเพราะกลัวตาแก่นั่นจะงับหัวเอาเพราะไม่ทำตามคำสั่งน่ะสิ วันก่อนฉันให้ตาแก่โทรมาบอกว่าไม่ต้องห่วงแล้วคงสบายใจขึ้นหน่อยแล้วมั้ง”

“โอ้ แล้วไปพูดยังไงคุณตาของนายถึงยอมปล่อยให้หลานรักเดินกลับเองได้? คงไม่ได้บอกไปใช่ไหมว่า…”

“หลานรักนั่นมันเฟลี่ไม่ใช่ฉัน แล้วจะบอกทำไมไม่ใช่เรื่อง ฉันดูแลตัวเองได้ตาแก่จะต้องห่วงอะไร”

“ถึงอย่างนั้นก็กลับไปยุโรปนานแล้วหรือเปล่านะ?”

“เหอะ ห้าเดือน มีป้าเบียงก้าอยู่คงคิดว่าวางใจได้ละมั้ง บ้าบอชะมัด”

“แต่คุณตาคงไม่ต้องห่วงหรอก เฟลี่เองก็มีลุดวิก ฉันเองก็จะช่วยปกป้องโลวี่เหมือนกัน~”

“พูดอะไรบ้าๆ จะมีอะไรเกิดขึ้นกับฉันได้ แต่กับไอ้หัวมันฝรั่งนี่น่าเป็นห่วง ไอ้นั่นน่ะตัวดีเลยต้องระวัง”

“เอ๋ ก็บอกแล้วไงว่าลุดวิกน่ะไว้ใจแล้ว แถมเวลามีคนดูแลมันก็ดีไม่ใช่เหรอ?”

“…”

“โลวี่?”

“ไม่เห็นจำเป็น”

อันโตนิโอลอบยิ้มกับความปากแข็งไม่จริงจังนั้นขยับจะคว้ามืออีกฝ่ายมากอบกุม แต่แล้วก็ต้องหยุดด้วยรำลึกถึงปณิธานที่ตั้งไว้ขึ้นมาได้

“จับมือ? ถ้าคนอื่นเห็นจะทำยังไง? ไม่ได้หรอก”

ลงท้ายเขาแทบจะกลั้นหายใจเดินเอาแขนแนบข้างลำตัวเพื่อไม่ให้เผลอจับมือถือแขนอีกฝ่ายเล่นอย่างที่ชอบทำประจำและหาเรื่องคุยเพื่อเป็นการดึงความสนใจตัวเองไปยังสิ่งอื่นแทน

“วันนี้ไม่ต้องเดินไปส่งฉันที่บ้านก็ได้” เด็กหนุ่มชาวอิตาเลี่ยนเอ่ยดื้อๆหลังเดินออกจากโรงเรียนมาได้หัวมุมถนนเดียว

“โลวิโน่…”

“บอกหลายครั้งแล้วไม่ใช่เหรอว่าฉันดูแลตัวเองได้ นายน่ะถึงเมื่อกี้จะไม่ได้บาดเจ็บอะไรแต่รีบกลับไปพักไม่ดีกว่าเหรอ” อันโตนิโอลังเล บ้านของเขานั้นอยู่คนละทางแต่ตนไม่เคยคิดหน่ายในการเดินไปส่งอีกคนถึงประตูรั้วบ้านแต่น้อย ไม่แม้สักครั้ง

“เฮ่อ ถ้านายต้องการอย่างนั้นก็ได้ แต่อย่าลืมเมสเสจมาบอกตอนถึงบ้านล่ะ” อมยิ้มเมื่อเห็นโลวิโน่กลอกตา

“ตาแก่ยังไม่เรื่องมากกับฉันขนาดนี้ ไปล่ะ” เขาโบกมือลาก่อนออกเดินแยกมา อดไม่ได้ที่จะคอยหันกลับไปมองโลวิโน่ที่ค่อยๆเดินเลี้ยวหัวมุมถนนหายลับสายตาไป

“ถ้าโลวิโน่ไม่พอใจเรื่องที่นายไม่เคยฟังเวลาสั่งห้ามสิ่งเดียวที่นายควรทำก็คือฟังซะ”

เขาตัดสินใจแล้วว่าจะลองทำตามที่ฟรานซิสแนะนำเพียงอาทิตย์เดียวเท่านั้น อาทิตย์เดียวเท่านั้นแล้วเขาจะยอมแพ้สารภาพทุกอย่าง จะให้ทนทรมานตัวเองแบบนี้นานกว่านั้นไม่ได้หรอก เขาไม่ใช่พวกซาดิสม์เสียด้วยสิ

tbc.

Aside | Posted on by | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

Heichou Figma

คือนางออกมาแบบไม่มีปีมีขลุ่ย นางออกมาวันที่ครึ่งๆกลางๆ นางออกมาตอนที่พยายามจะหลับ

อย่างไรก็ตามเหนือสิ่งอื่นใด นางออกมาแล้วค่ะ ตกลงกันได้ซะทีว่าตัวที่สองนั้นคือฟิกม่า

เราหรือที่กำลังจะพยายามจะนอนโชคดีที่อยู่ๆนึกอย่างไรไม่รู้ตื่นขึ้นมาเช็ค เห็นแล้วก็มือสั่น จะกดสั่งก็มือสั่น จะคอนเฟิร์มก็มือสั่น (/หัวเราะ) บ้าบอมากทั้งที่ก็รู้อยู่แล้วว่าคงจะทำล็อตสองออกมาเหมือนมิคาสะนั่นแล แต่แหม มันไม่เหมือนกันนี่นา เราที่เบี้ยน้อยหอยน้อยลงทุนกับฟิกเกอร์ไม่ได้มากนัก เฮย์โจคือฟิกม่าตัวแรกในคอลเลคชั่นเชียว

เข้าไปดูที่ mfc ก็ขำที่คอมเม้นท์พุ่งขึ้นมาหลายสิบหน้าด้วยกัน ทุกคนแตกตื่นราวกับไฟไหม้พร้อมกันทั่วโลก (/เราเองก็เป็นหนึ่งในนั้นมั้ยคะ) อ่านๆไปแล้วก็สงสัยว่าทำไมข่าวในนั้นมันเร็วนักด้วยไม่ค่อยได้เล่นที่นี่เท่าไหร่ (อีดิท: อ้อ เค้ามีให้ลงชื่อตามหากกระทู้มีการเปลี่ยนแปลง) เค้าลงสีนางเสร็จเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ เราเองหรือก็ฟลุคตื่นขึ้นมาเช็คเองไม่งั้นก็คงต้องนั่งลุ้นลนอะดรีนาลินพุ่งจนถึงตอนนี้ นี่สั่งไปแล้วก็เพิ่งจะมาเห็นว่าถ้าสั่งกับเว็บหลักจะได้หลังคาแถมด้วย แต่คือนี่นะ อิหลังคาก๊องแก๊งรูพรุนนั่นถ้าให้ฟรีก็ว่าไปอย่าง ประเด็นคือถ้าจะบวกเงินเข้าไปด้วยอยู่แล้ว… ขอดิฉันเก็บไว้จ่ายค่าส่งเถอะค่ะ ดิฉันยอมพลาดค่ะ ช่วยด้วยเหอะ

สามารถเช็คนางในคอนดิชั่นสี่สีสวยงามสีสันสดสวยได้ที่นี่จ้ะ http://myfigurecollection.net/item/166921

เพราะงั้นถ้าไม่มายซื้อล็อตสองกันก็ไม่ต้องตกใจกันไปนะคะ ยังมีโอกาสชริงๆนะ แต่โอกาสครั้งที่สองนี่เราเองก็ไม่รู้ว่าต้องไปตบแย่งกันอีกรึเปล่านะ อันนี้ไม่แน่นอน ถึงจะยังเห็นสองตัวแรกมีให้จองอยู่หลายๆที่ก็เถอะ เฮย์โจไม่เหมือนกันนี่นา (ไม่นับที่ว่าตัวเล็กกว่าใครแต่แพงสุดเลย -_-)

จากนี้ไปก็รอเน็นโดรอยหรือที่จะออกกับพัลคาระ? พัลชร่า? พัลช่า? นั่น รายหลังดีเลย์ร้อยเปอร์เซ็นต์ ค่ายนี้ใหม่ไป ซิงเกินขนาดที่สองตัวแรกเลื่อนแล้วเลื่อนอีกยังตั้งว่าจะออกนางเดือนห้าอีก แหม่ ลงสีเสร็จรึยังก็ไม่รู้ แต่โพรโตไทป์ดูงามใช้ได้ ไม่ต้องรีบหรอกค่ะ

ต้องกลับไปนั่งนับเวลารอที่นู่นแปดโมงเช้าอีกแล้วสินะ

.

.

.

…คือตาค้าง…

ปล. จะว่าไปแล้วจะมีที่ไหนปั้นลุงสมิธออกมารึเปล่าหนอ

Posted in Figure, Random | Tagged , , , , , | Leave a comment

[Fic] Gakuen Series: Concealed Love (01/?)

Title: Gakuen Series: Concealed Love (01/?)
Pairing: Antonio/Lovino
Rate: PG-13
Author: Mikki
Warnings: ภาษาคนเขียนที่กระด้างไปนิด ภาษาแบบโลวิโน่ที่ห้าวไปหน่อย

**

เขาจะตักตวงทุกสิ่งให้ได้มากที่สุดก่อนที่ช่วงเวลาแห่งความสุขจอมปลอมนี้จะหมดลง

ก่อนที่เขาจะกลับไปเป็นเหมือนเก่าและไม่เหลือใครอีกครั้ง

**

“โลวี่ โลวิโน่ โลวิโน่~” เจ้าของชื่อคิ้วกระตุกเมื่อคำสุดท้ายถูกลากอย่างจงใจขณะที่เด็กนักเรียนที่ผ่านไปมาบนทางเดินระหว่างช่วงพักบ้างก็หันมองเพราะคนเรียกใช่ว่าเสียงจะเบานักแต่ส่วนใหญ่กลับผ่านเลยไปด้วยความไม่สนใจ ใครไม่สนแต่เขาสน น่าอายเหลือเกินสำหรับคนที่คิดว่าตนอยู่ปีสุดท้ายจะทำอะไรก็ไม่คิดถึงคนที่ยังต้องใช้ชีวิตอีกปีเต็มในรั้วโรงเรียนแห่งนี้อย่างเขาบ้าง

“เฮ้ยเสียงดังทำไม เฮ้ย อย่ามาเกาะได้ไหม ถอยไป” แขนเรียวที่ไม่ได้ไร้เรี่ยวแรงอย่างใครคิดดันเด็กหนุ่มอีกคนโผเข้ามาโอบไหล่ให้ออกห่างจากตัวมากที่สุดเท่าที่จะทำได้แม้จะไร้ผล ไอ้นิสัยถึงเนื้อถึงตัวหน้าไหนก็นึกรู้ได้ไม่ต้องเดาให้เสียเวลาว่ามันติดมาจากใคร

“นี่ ไปกินข้าวเที่ยงด้วยกันเถอะ วันก่อนคิคุสอนการทำข้าวกล่องให้ด้วย ไอ้ที่เรียกว่าไข่หวานเนี่ยไม่เลวเลยน้า อ๊ะ อย่างอื่นฉันก็ชอบนะแต่ว่า…”

“ไม่สนโว้ย” ร่างเพรียวตัดบทพลางเอี้ยวตัวหลบแขนที่เผลอเป็นไม่ได้จะตวัดมาโอบเขาอีกแล้ว

“เอ๋ แต่ฉันอุตส่าห์ทำมาให้นายเลยนะ”

“เอาไปเลี้ยงเต่าเลี้ยงปลาเถอะ บอกว่าอย่าเข้ามาใกล้ไง!” ตอกกลับทันใจเสียงแข็ง อดถอนหายใจด้วยความเซ็งออกมาไม่ได้ เตือนหลายรอบบ่นหลายหนไม่เคยฟังกันบ้าง รู้อย่างนี้เขาควรเรียนภาษาสเปนอย่างจริงจังเพื่อด่ากลับให้มันซึมเข้าไปในกะโหลกกลวงๆของอีกฝ่ายเสียบ้าง

“บู่ว โลวิโน่ใจร้ายชะมัด” แม้จะพูดอย่างนั้นแต่ใบหน้าหล่อเหลากลับก้มลงกระซิบบางอย่างกับเขาก่อนผละออกไปเสียเฉยๆ ดวงตาสีอ่อนไล่ตามเด็กหนุ่มผิวแทนที่วิ่งไปหาเพื่อนไม่คุ้นหน้าแล้วเดินสวนกลับไปอีกทางโดยไม่แสดงสีหน้าใดๆ

“ทำไมอันโตนิโอถึงสนใจเด็กนี่ได้นะ” โลวิโน่กลอกตาเมื่อประโยคที่ไม่ได้ลดระดับเสียงลงแต่น้อยลอยเข้าหูแม้เขาจะไม่อยากได้ยิน เขาเคยคิดว่าการนินทาคนอื่นลับหลังช่างปกติธรรมดาทว่าทำกันซึ่งหน้าแบบนี้มัน… ช่างน่าสมเพชเด็กสาวพวกนี้ที่อายุสมองโตไม่ทันร่างกายเหลือเกิน

“ไม่รู้สิ ทำตัวแบบนั้นไม่รู้คิดอะไรอยู่”

“นั่นสิๆ แถมตัวเองก็ไม่ได้ดีอะไร ทำเป็นสูงกว่าคนอื่นเขา”

“อันโตนิโอเนี่ยเป็นคนดีชะมัดเลย” แน่นอนว่าไอ้นิสัยที่ท่านคุณปู่พร่ำสอนมาแต่เล็กแต่น้อยให้เคารพเพศแม่นั้นค้ำคอจนเขาไม่สามารถตอบโต้อะไรออกไปได้ ได้แต่เก็บความรำคาญพร่ำบอกตัวเองว่าสิ่งที่ได้ยินเป็นเสมือนเสียงนกเสียงกาบลาๆๆผ่านหูไป บางอย่างในชีวิตปล่อยๆมันไปบ้างก็ดีเขาจะได้ไม่ต้องมานั่งเซ็งหมูเห็ดเป็ดไก่เจ็บใจกับความเสียเปรียบนี่มากนัก

“โลวิโน่ คนอื่นรอที่โรงอาหารนานแล้วไปกันเถอะ”

เด็กสาวชาวเบลเยี่ยมหนึ่งในเพื่อนสนิทเปี่ยมคุณภาพหากขาดแคลนปริมาณของเขาโผล่มาลากแขนให้เดินไปด้วยกันอย่างที่มักทำประจำเป็นการปลอบใจกลายๆ เขาอดนึกขอบคุณเล็กๆไม่ได้ที่ชาร์ล็อตมักอยู่เคียงข้างและพยายามปกป้องเขาในแบบของเธอเสมอตั้งแต่ได้รู้จักกันสมัยประถมตั้งแต่ที่เขาเริ่มคิดว่าหากเลือกได้ตนยังไม่อยากคบตัวเอง ทั้งคู่ออกเดินมาด้วยกันจนพ้นรัศมีการได้ยินกลุ่มสตอล์คเกอร์มาได้หน่อยเด็กสาวก็อดวิจารณ์ออกมาไม่ได้

“เด็กพวกนั้นเสียมารยาทชะมัด ทำแบบตัวแบบนั้นอย่าว่าแต่อันโตนิโอเลย ใครหน้าไหนจะมาสนใจ!” โลวิโน่กระตุกยิ้ม นึกรู้ได้ว่าทำไมตนถึงรักเพื่อนสนิทคนนี้นัก ถ้าไม่เพราะคอยโผล่มาได้จังหวะพอดีเสมอก็เพราะคอยบ่นแทนนี่ล่ะ

“หึ ไม่มีไง ปล่อยให้จ่อมจมกับฝันลมๆแล้งๆกันไปเถอะ เจริญได้ก็ดีเดี๋ยวจะหาว่าแช่ง”

“ความจริงอันโตนิโอก็ไม่ได้เป็นคนไม่ดีถึงแม้จะสนิทกับคนบ้าสองคนก็เถอะ ฉันรู้ว่าพี่ชายไม่ชอบอันโตนิโอเป็นพิเศษแต่ไม่นึกว่าโลวิโน่จะเป็นไปกับเขาด้วย ทั้งที่เมื่อก่อนเล่นด้วยกันบ่อยๆแท้ๆ”

“คนที่เล่นด้วยกันกับหมอนั่นคือเธอกับน้องชายงี่เง่าของฉันต่างหาก” เขาเบะปาก “เออ ฉันลืมว่าต้องปั่นงานส่ง เธอไปก่อนแล้วกัน”

“ไม่เอาไปทำที่โรงอาหารล่ะ”

“ไม่เอาหรอก คนเยอะเสียงดังจอแจรำคาญ เดี๋ยวเอาไปทำที่อื่น”

“เห ช่วงนี้นายไม่มากินข้าวด้วยกันเลย ฉันเหงานะ”

“มีเฟลี่ให้อ้อนอยู่แล้วอย่ามาบ่น”

“หมู่นี้รายนั้นน่ะคำก็ลุดวิกสองคำก็ลุดวิก น่ารักดีอยู่หรอกแต่ไม่เห็นคนอื่นในสายตาก็ไม่ต่างอะไรกับมีคนอยู่ด้วยหรือไม่นี่นา”

“หึ เข้าใจถึงสิ่งที่ฉันต้องทุกข์ทนอยู่ทุกวันแล้วใช่ไหม”

“เฮ่อ เอาเถอะ จะให้ซื้ออะไรเผื่อไหม?”

“ไม่เป็นไร วันนี้ติดขนมปังมาด้วยแล้ว” ว่าพลางชูของในมือให้ดู “เฟลี่อบเมื่อเช้า”

“ดีจังน้า งั้นเจอกันในห้องนะ อย่าสายล่ะฉันได้ยินมาว่าวันนี้จะมีป๊อปควิซตอนต้นชั่วโมง”

“อืม แล้วเจอกัน”

เขามองตามชาร์ล็อตเดินเลี้ยวผ่านมุมตึกจนหายไปจากสายตาก่อนออกเดินไปอีกทาง ลัดเลาะตามระเบียงผ่านสวนอีกด้านของโรงเรียนเลยห้องสมุดไปกระทั่งมาถึงตึกเรียนฝั่งตะวันตกและตรงขึ้นไปยังห้องเตรียมงานของสภานักเรียนอย่างไม่ลังเล โลวิโน่เดินมาหยุดอยู่หน้าห้องเรียนที่สามด้านขวาที่ไม่เคยได้รับคำตอบว่าอีกฝ่ายได้กุญแจห้องนี้มาได้อย่างไรทั้งที่ไม่ได้อยู่ในสภานักเรียนหากก็พอนึกเดาได้ลางๆอยู่ว่าคงไม่พ้นเพื่อนตัวดีสองคนอยู่เบื้องหลังเป็นแน่ เขาเลื่อนประตูเปิดอย่างที่ทำมาตลอดเกือบทุกวันตั้งแต่สามสี่เดือนก่อนหลังจากสัญญาว่าจะมาทุกวันที่มีเวลาพักตรงกัน

“บอกแล้วไม่ใช่หรือไงว่าอย่าทักที่โรงเรียน รู้ไหมว่ามันน่ารำคาญแค่ไหนเวลาคนเอาไปพูดกันน่ะ” คือสิ่งแรกที่เขาพูดเมื่อมองผ่านโต๊ะตัวกว้างไปเห็นอันโตนิโอนั่งอยู่บนพื้นหลังพิงชั้นเก็บของข้างหน้าต่างพร้อมห่อผ้าสีสันสดใสสองห่อวางด้านข้าง

“เอ๋ แต่มันอดไม่ได้นี่นา แล้วนายก็เดินอยู่คนเดียวด้วย ไม่เห็นเป็นไรเลย”

“แล้วคนอื่นที่เดินอยู่รอบๆคืออะไรวะ?”

“ไม่รู้สิ ฉันสนใจแต่นายนี่” คนได้ฟังรู้สึกเหมือนจะทำหน้าไม่ถูกกับประโยคเอาแต่ใจที่มักทำให้ใบหน้าร้อนวูบแปลกๆเสมอ น่าเจ็บใจนักทั้งที่ตัวเองก็รู้อยู่ว่าคนที่ควรได้ฟังคำพูดจริงใจที่ออกมาจากริมฝีปากคู่นั้นไม่ใช่เขาแต่ปฏิกิริยาของร่ายกายดันไปเร็วกว่าสมองประจำ เขาเดินเลาะบรรดาโต๊ะเก้าอี้ทั้งหลายมาหยุดตรงหน้าและอดเตะหน้าแข้งอีกฝ่ายด้วยความหมั่นไส้ไม่ได้

“โอ๊ย เจ็บนะโลวี่!”

“พูดแบบนี้คิดว่าตัวเองเป็นใคร”

“เป็นคนของโลวิโน่” เด็กหนุ่มผิวแทนยิ้มรับอย่างภาคภูมิลูบหน้าแข้งป้อยๆก่อนเอี้ยวหลบห่อขนมปังที่ถูกโยนใส่หน้าราวกับคำนวณไว้แล้วอย่างน่าเจ็บใจ ยกมือกวักเรียกเขาที่ยืนเลิกคิ้วกอดอกใบหน้าร้อนฉ่าให้เข้าไปหา

“อะไร?”

“เร็วสิ เดี๋ยวหมดเวลาพักเที่ยงแล้วไม่ได้กินนะ” อันโตนิโอว่าพลางตบต้นขาตัวเองปุๆ

“โต๊ะเก้าอี้ก็มีทำไมไม่ใช้” เขากลอกตาก่อนยอมทรุดตัวลงนั่งบนตักของอีกฝ่ายด้วยขี้เกียจเถียง เขารู้ว่าตัวเองปากเสียพูดจามะนาวไม่มีน้ำมาแต่ไหนแต่ไรหากอีกคนกลับไม่เคยถือสา คงเพราะเหตุนี้เวลาถูกขอให้ทำอะไรไม่ว่าจะฟังดูงี่เง่าขนาดไหนเขาก็ใจอ่อนยอมให้อันโตนิโอทุกครั้งไป

เขาปล่อยอันโตนิโอจัดแจงยื่นห่อผ้าลายมะเขือเทศลูกโตให้ก่อนหันไปแกะผ้าลายเต่าตัวเล็กตัวน้อยของตัวเอง มือแกะปมผ้าหูก็คอยฟังเกร็ดเล็กเกร็ดน้อยที่ร่างสูงได้ร่ำเรียนมาจากเพื่อนสนิทชาวญี่ปุ่นของน้องชายเขาอีกทอดหนึ่ง เขาดึงส้อมที่ถูกแนบไว้บนฝามาถือก่อนดึงยางยืดที่รัดกล่องพลาสติกออกและพบกับอาหารที่ดูแปลกตาไม่น้อย ข้าวที่ถูกปั้นเป็นก้อนสามเหลี่ยมบูดเบี้ยวห่อด้วยสาหร่ายสามก้อนถูกจัดไว้ข้างเจ้าสิ่งที่ถูกเรียกว่าไข่หวานและของชุบแป้งทอดอีกสองสามอย่างที่เขาไม่สนใจนักเมื่อเหลือบไปเห็นลูกกลมๆแดงๆเล็กๆที่กินพื้นที่ไปเกือบครึ่งหนึ่งของกล่อง นิ้วเรียวหยิบมะเขือเทศเข้าปากโดยอัตโนมัติก่อนที่อีกคนจะทันได้ยื่นส้อมมาให้ รู้สึกอารมณ์ขุ่นหมองระเหยหายไปกับความหวานอมเปรี้ยวในปาก เมื่อพอใจแล้วจึงลองจิ้มไข่หวานที่คนทำปลื้มนักหนากัดชิมดู และหากหัวใจจะเต้นผิดจังหวะกับแขนแกร่งที่สอดพาดผ่านโอบรอบเอวบางเพื่อถือกล่องข้าวไว้อีกด้านจนทำให้เผลอคิดว่าอาหารรสชาติจืดจางไปบ้างก็ไม่มีสิ่งใดหลุดออกมาจากปาก

“อร่อยไหม?” เสียงทุ้มถามก่อนปลายจมูกโด่งจะกดลงมาขโมยหอมแก้มเนียนไปที เวลาอยู่ด้วยกันสองต่อสองเขาไม่เคยถือสาอันโตนิโอที่ชอบเข้ามาคลอเคลียถึงเนื้อถึงตัวในเมื่อมันทำให้เขารู้สึกราวกับมีบางอย่างกำลังพองโตอยู่ในอกทุกครั้งไปแม้จะรู้แก่ใจว่าไม่มีอะไรพิเศษแอบแฝงอยู่ก็ตาม ไม่ลืมเตือนตัวเองว่าความคิดแบบเด็กสาวแรกรุ่นนั้นคือสัญญาณเตือนถึงสิ่งไม่น่าพิศมัยก่อนทำเป็นแสร้งเคี้ยวอย่างใช้ความคิด

“ก็งั้นๆ”

“พูดผิดแล้วโลวิโน่ ต้องบอกว่าอร่อยมากต่างหาก” เอ่ยอย่างไม่เห็นด้วยแล้วดึงมือเขาป้อนอีกครึ่งชิ้นที่เหลือเข้าปากตัวเอง “อร่อยออก ชมนิดชมหน่อยไม่เห็นจะเสียหายเลย”

“ถามทำไมถ้าจะบังคับให้ฉันโกหก” ดึงมือออกจากการเกาะกุมของอีกฝ่าย “อย่ามาแย่งของคนอื่นกินได้มั้ย”

ข้าวปั้นก้อนกลมกับกุ้งชุบแป้งทอดนั้นห่างไกลจากคำว่าไม่ได้เรื่องมากนักแต่คำชมเชยกลับถูกบางสิ่งรั้งไว้และถูกความลังเลกลืนหายไปอีกครั้ง เขาหันไปต่อล้อต่อเถียงกระทั่งอาหารเกลี้ยงกล่องและขณะที่กำลังดูดน้ำมะเขือเทศกล่องอย่างสุขใจก็นึกบางสิ่งได้

“ชิบ ลืมกินขนมปัง!” โลวิโน่หยิบขนมปังก้อนกลมลายบากสีเหลืองทองในถุงพลาสติกที่ถูกห่อมาให้เสียดิบดีขึ้นมาพิจารณา ในห้วงความคิดปรากฏสีหน้าผิดหวังของเฟลิชิอาโน่เมื่อได้รู้ว่าสิ่งที่อุตส่าห์ตั้งใจทำให้ไม่ได้รับการลิ้มลองซักคำและนั่นทำให้เขาแกะห่อพลาสติกใสออกและบิส่วนหนึ่งเข้าปากโดยอัตโนมัติ

“ฉันนึกว่านายอิ่มแล้วซะอีก”

“ฉันขี้เกียจกลับไปฟังเฟลี่บ่นพอเห็นว่าไม่ได้กินของที่ทำให้ไม่ใช่อะไร” ตอบก่อนกัดขนมปังคำใหญ่ “เห็นว่าคิคุช่วยสอนทำเมื่อวันก่อน… หมอนี่คิดว่าตัวเองเป็นครูสอนทำอาหารหรืออะไร?!” เด็กหนุ่มผิวแทนขำกับประโยคหลังที่เหมือนเขาจะบ่นกับตัวเองก่อนเสนอ

“ถ้ากินไม่ไหวให้ฉันช่วยไหม?”

โลวิโน่เหล่ก่อนฉีกส่วนที่เหลือออกครึ่งหนึ่งและหันไปยัดใส่ปากคนด้านหลัง “ช่วยสงเคราะห์ให้หรอกนะ ไม่ได้อยากตามใจอะไร”

“อร่อย!!” เขากลอกตาพอได้ยินเสียงอูอาเมื่ออีกฝ่ายได้ชิมฝีมือวาร์กัสผู้น้องเต็มปากเต็มคำ “สมกับเป็นเฟลี่ ทำอะไรก็อร่อย ดีจังเลยน้าที่นายสองคนได้อยู่บ้านเดียวกับ ฉันหรือก็อยากมีคนทำอาหารอร่อยๆให้ทุกวันบ้าง”

“ถ้าไปกินข้าวกับเฟลี่แต่แรกก็ขอให้หมอนั่นทำให้ได้ทุกวัน โง่จริง” มากินข้าวกับฉันอยู่ได้

“ฮ่าๆ ทำไมโลวี่ไม่ทำให้ฉันแทนล่ะ?”

“ฝีมือฉันแมวยังไม่ดม อยากจะเสี่ยงหรือไง?” เขาตอบกลับด้วยประโยคคำถามก่อนเปลี่ยนเรื่อง “หมู่นี้เฟลี่ติดไอ้หัวมันฝรั่งน้องเพื่อนนายแจ น่ารำคาญชะมัด”

“หือ? ถึงจะเคร่งครัดไปหน่อยแต่ลุดวิกเป็นคนดีออก ไม่ต้องห่วงไปหรอกน่า” ด้วยเพราะนั่งหลังพิงจึงไม่สามารถบอกได้ว่าอีกฝ่ายทำหน้าตาอย่างไร ได้ยินเพียงน้ำเสียงไร้ความเดือดเนื้อร้อนใจนั้นยืนยันอะไรไม่ได้เสียทีเดียว

“แล้วนายไม่ห่วง?”

“หือ? ทำไมฉันต้องห่วงล่ะ?” เขาไม่รู้จะต่อกรอย่างไรกับความซื่อบื้อนั้นดี เพราะนายชอบเฟลี่อยู่แต่ยังไม่รู้ตัวไงเลยมาขอคบกับฉันที่หน้าเหมือนกันดื้อๆเมื่อตอนเปิดเทอม ฉันถึงต้องมาติดแหงกอยู่ด้วยแบบนี้ …หากเขาเองก็ไม่ดีที่แอบหวังให้อันโตนิโอรู้ตัวช้าลงอีกสักนิดเพื่อให้เขาได้ตักตวงเวลาที่จะได้ใช้ร่วมกับอีกฝ่ายมากขึ้นอีกสักหน่อยให้สมกับความเห็นแก่ตัวของตนเอง

“ฉันไปก่อนล่ะ ชาร์ล็อตบอกว่าคาบต่อไปมีควิซเพราะงั้นเข้าสายไม่ได้” โลวิโน่ขยำถุงพลาสติกในมือ ผุดลุกขึ้น เอ็ดตัวเองในใจเมื่อความคิดนั้นแปรเปลี่ยนความอุ่นซ่านในอกเมื่อครู่ให้เย็นเยียบราวกับพายุหิมะลงกะทันหัน “อย่าลืมว่าอย่าเข้ามาเกาะแกะเวลาอยู่ข้างนอก”

เขาทิ้งท้ายก่อนสาวเท้าเดินออกจากห้องมาทิ้งเด็กหนุ่มผิวแทนไว้กับกล่องพลาสติกให้มองตามงงๆด้วยเปลี่ยนอารมณ์ตามไม่ทัน ภาวนาลึกๆให้ความอุ่นจากร่างกายของใครอีกคนจางหายไปเสียที

tbc.

Posted in Fic, Hetalia | Tagged , , , , , , , , , | Leave a comment

[Fic] Moment

Posted in Hetalia | Tagged , , | Leave a comment